|
 |
| |
| การจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ
(ประเทศไทย) 2544 |
ความเป็นมา
การจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ
(ประเทศไทย) เดิมเป็นภารกิจของกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย จัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก
เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยใช้หลักเกณฑ์การจัดแบ่งหมวดหมู่ และกำหนดรหัสตามการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพสากล
(International Standard Classification of Occupations : ISCO) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ
(International Labour Organization : ILO) ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บ
สถิติด้านแรงงานและสามารถเปรียบเทียบข้อมูลกับนานาประเทศได้อย่างเป็นสากล
ปัจจุบันการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ
(ประเทศไทย) เป็นภารกิจของกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานที่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดทำข้อมูลและ
กำหนดรหัสหมวดหมู่อาชีพตามหลักเกณฑ์เดียวกับการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพสากล
(ISCO) ซึ่งทาง ILO ได้ทำการปรับปรุง ISCO มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดคือปี
1988 ซึ่งเป็นฐานของการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพของไทยในปัจจุบัน
วัตถุประสงค์
การจัดทำการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ
(ประเทศไทย) ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้
- เพื่อปรับปรุงข้อมูลอาชีพของประเทศไทยให้ถูกต้องและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพสากลที่ได้มีการปรับปรุงใหม่
- เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ
เอกชน และบุคคลทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อมูลอาชีพ
และสะดวกแก่การนำไปใช้ประโยชน์
- เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ
- เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลอาชีพของประเทศไทย
ประโยชน์
กรมการจัดหางานได้ดำเนินการจัดทำการจัดประเภทอาชีพเพื่อให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันในเรื่องอาชีพ
และเพื่อการนำข้อมูล ไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานด้านแรงงาน
เช่น การกำหนดค่าจ้าง การแนะแนวอาชีพ การฝึกอบรม การจ้างงาน รวมถึงการวิเคราะห์
การเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตที่เกิดขึ้นจากอาชีพ การที่มี่ระบบฐานข้อมูลเดียวกันสามารถจะนำข้อมูลสถิติไปอ้างอิงและเปรียบเทียบได้ทั้งในระดับหน่วยงานและกับระดับประเทศ
การดำเนินงาน
เนื่องจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ
(International Labour Organization) ซึ่ง เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ
ได้มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงโครง สร้างการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ
(ISCO) ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทย
ทำให้ประเทศไทยต้องทำการ ปรับปรุงข้อมูลอาชีพให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการจัดประเภทมาตรฐานสากล
การจัดประเภทมาตรฐานอาชีพประเทศไทยฉบับนี้ใช้เอกสารการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพสากล
ฉบับปี 1988 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ เป็นหลักและ แนวทางในการดำเนินงาน
โดยกรมการจัดหางาน ได้ดำเนินการดังนี้
- แปลและศึกษาข้อมูลจากเอกสาร
International Standard Classification of Occupation (ISCO) ปี 1988
ซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้ เหมาะสมกับสภาพข้อเท็จจริง
- สำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลอาชีพจากกิจการและสถานประกอบการต่าง
ๆ ในประเทศ
- ศึกษาข้อมูลจากเอกสารต่าง
ๆ เพิ่มเติม เช่น เอกสารหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับต่างๆ เอกสารประกอบการจัดทำโครงสร้างอัตรากำลังและตำแหน่งงาน
ในหน่วยงานภาครัฐ
- เอกชน
รวมทั้งการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
- วิเคราะห์และเขียนร่างนิยามอาชีพ
- ประชุมผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาอาชีพต่าง
ๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาเพื่อการปรับปรุงการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพเฉพาะสาขา
เพื่อ พิจารณาตรวจแก้ไขร่างและให้คำแนะนำ รวมทั้งข้อมูลเพิ่มเติมก่อนนำเสนอคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพและอุตสาหกรรม
กรอบแนวคิด
งาน
(job) หมายถึง ภารกิจ (Task) หรือหน้าที่ (duties) ที่ต้องปฏิบัติงานหลายงาน
ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันรวมกันเข้าเป็น อาชีพ
"อาชีพ"
ในเอกสารฉบับนี้ หมายถึง งานซึ่งบุคคลใดบุคคลหนึ่งปฏิบัติอยู่ไม่หมายรวมถึงอุตสาหกรรม
กิจการ สถานะการทำงาน หรือประสบการณ์ในการทำงาน ของผู้ปฏิบัติงาน
ในการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพสากลได้นำเอาทักษะ
(skill) ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ
มาพิจารณาโดยดูถึงระดับของ ทักษะ (skill level) และทักษะเฉพาะด้าน
(skill specialization) แบ่งทักษะออกเป็น 4 ระดับ โดยใช้ระดับการศึกษาเป็นตัวแบ่งหรืออธิบายถึงความสามารถ
แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าการทำงานทั้งหมดนั้นต้องได้รับการศึกษาจากสถานศึกษาหรือการศึกษาในระบบ
(Formal Education) เท่านั้น แต่อาจจะได้ทักษะจากการฝึกอบรม อย่างไม่เป็นทางการ
(Informal Training) หรือจากประสบการณ์การทำงาน (Experience) ก็ได้ทักษะที่ต้องการเพียงแต่สามารถปฏิบัติงานหรือทำหน้าที่ได้
โดยไม่ คำนึงว่า ผู้ประกอบอาชีพนั้นจะมีทักษะในการทำงานมากหรือน้อยกว่าบุคคลอื่นที่อยู่ในอาชีพเดียวกันตามทักษะทั้ง
4 ระดับที่เปรียบเทียบกับการศึกษาของไทยแล้วเป็นดังนี้
1. ทักษะระดับที่
1 หมายถึง ผู้ที่จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา
2. ทักษะระดับที่
2 หมายถึง ผู้ที่จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษา
3. ทักษะระดับที่
3 หมายถึง ผู้ที่จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาสายอาชีพ ปวช. ปวส.
อนุปริญญา
4. ทักษะระดับที่
4 หมายถึง ผู้ที่จบการศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป
เกณฑ์การจัดแบ่งระดับการศึกษาตามการจำแนกประเภทอาชีพที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์การจัดกลุ่มเบื้องต้น
มีดังนี้
| หมวดใหญ่ |
หมวดย่อย |
หมู่ |
หน่วย |
ระดับทักษะ /การศึกษา |
| 1 ผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการระดับอาวุโส ผู้จัดการ |
3 |
8 |
33 |
- |
| 2 ผู้ประกอบวิชาชีพด้านต่าง ๆ |
4 |
18 |
55 |
4 |
| 3 ช่างเทคนิคสาขาต่าง ๆ และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง |
4 |
21 |
73 |
3 |
| 4 เสมียน , เจ้าหน้าที่ |
2 |
7 |
23 |
2 |
| 5 พนักงานบริการ พนักงานขายในร้านค้า และตลาด |
2 |
9 |
23 |
2 |
| 6 ผู้ปฏิบัติงานมีฝีมือด้านการเกษตรและประมง |
2 |
6 |
17 |
2 |
| 7 ผู้ปฏิบัติงานมีฝีมือในธุรกิจต่าง ๆ |
4 |
16 |
70 |
2 |
| 8 ผู้ปฏิบัติการด้านเครื่องจักรในโรงงานและผู้ปฏิบัติ งานด้านการประกอบ |
3 |
20 |
70 |
2 |
| 9 อาชีพงานพื้นฐาน |
3 |
10 |
25 |
1 |
| 0 ทหาร |
1 |
1 |
1 |
- |
| |
|
|
|
|
* หมายเหตุ
ในหมวดใหญ่ 1 และ 0 ไม่ได้กำหนดระดับการศึกษาไว้ เนื่องจากกลุ่มอาชีพใน
สาขาทั้ง 2 มีความ แตกต่างกันมากจนทำให้ไม่สามารถจะสร้างความ
สัมพันธ์ระหว่าง อาชีพได้
โครงสร้างการจัดประเภทอาชีพ
กรมการจัดหางาน
ได้จัดแบ่งโครงสร้างการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ (ประเทศไทย) โดยใช้หลักเกณฑ์การจัดแบ่งประเภทอาชีพ
เช่นเดียวกับการจัดประเภท มาตรฐานอาชีพสากล ปี 2531 (International
Standard Classification of Occupations 1988 : ISCO) โดย ISCO จะจัดแบ่งจัดประเภทอาชีพ
ออกเป็น หมวดใหญ่ (major) หมวดย่อย (sub major) หมู่ (group) และหน่วย
(unit) เท่านั้น ในระดับตัวอาชีพ (Occupation) จะเป็นหน้าที่ของแต่ละประเทศในการ
พิจารณาจัดจำแนกและจัดทำรายละเอียดอาชีพซึ่งจะแตกไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของแต่ละประเทศ
การจัดจำแนกประเภทอาชีพจะจัดแบ่งเป็นกลุ่มในระดับต่าง
ๆ และกำหนดเลขรหัสในแต่ละระดับด้วยเลขตั้งแต่ 1 - 6 หลัก โดยเลขรหัสอาชีพแต่ละหลักจะแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพและกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกัน
หลักการจัดทำโครงสร้างการจัดประเภทอาชีพและวิธีการให้เลขรหัสมีดังนี้
หมวดใหญ่
(major) เป็นกลุ่มอาชีพที่ใหญ่ที่สุด
จัดแบ่งออกเป็น 10 หมวดใหญ่ แทนด้วย เลขรหัสหลักที่ 1
หมวดย่อย
(sub major) เป็นกลุ่มอาชีพที่แบ่งย่อยจากหมวดใหญ่
จัดแบ่งออกเป็น 28 หมวดย่อย แทนด้วยเลขรหัส หลักที่ 1 และ 2
หมู่
(group) เป็นกลุ่มอาชีพที่แบ่งย่อยจากหมวดย่อย
จัดแบ่งออกเป็น 116 หมู่ แทนด้วยเลขรหัสหลักที่ 1 ถึง 3
หน่วย
(unit) เป็นกลุ่มอาชีพที่แบ่งย่อยจากหมู่
จัดแบ่งออกเป็น 391 หน่วย แทน ด้วยเลขรหัสหลักที่ 1 ถึง 4
ตัวอาชีพ
(occupation) เป็นอาชีพที่ถูกจำแนกเข้าไว้ในกลุ่มอาชีพระดับหน่วย
แทนด้วยเลขรหัสหลักที่ 1 - 6 โดยแยกตัวเลขหลักที่ 5 และ 6 ออกจาก 4
หลักแรกด้วย จุดทศนิยม ซึ่งตัวอาชีพถูกจัดรวมเข้าไว้ในหน่วยอาชีพนั้น
เช่น อาชีพนักออกแบบเว็บไซต์หรือเว็บมาสเตอร์ สามารถแจกแจงโครงสร้างได้ดังนี้
|
ชื่ออาชีพ |
เลขรหัส |
| หมวดใหญ่ |
ผู้ประกอบวิชาชีพด้านต่าง ๆ |
2 |
| หมวดย่อยในหมวดใหญ่ |
ผู้ประกอบวิชาชีพด้านฟิสิกส์ , คณิตศาสตร์และ วิศวกรรมศาสตร |
21 |
| หมู่ในหมวดย่อย |
นักออกแบบและวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ |
213 |
| หน่วยในหมู่ |
โปรแกรมเมอร์ , นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ |
2132 |
| ตัวอาชีพในหน่วย |
นักออกแบบเว็บไซต์ , เว็บมาสเตอร์ |
2132.20 |
| |
|
|
หลักการใช้เลขรหัส
ในช่วงระหว่างการดำเนินการจัดทำการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ
(ประเทศไทย) ได้มีผู้เชี่ยวชาญจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ คือ Mr.
Edwin Hoffman ซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมดำเนินการปรับปรุงและจัดทำข้อมูลการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพสากลมาให้ความรู้และอธิบายถึงหลักเกณฑ์โครงสร้างการจัดประเภทมาตรฐาน
อาชีพสากล และได้เน้นย้ำให้ประเทศสมาชิกที่นำ ISCO ไปปรับใช้ให้กำหนดเลขรหัสตั้งแต่ระดับหมวดใหญ่
(major) ถึงหน่วย (group) เป็นเลขรหัสเดียวกับสากล โดย แต่ละประเทศสามารถจะเพิ่มเลขรหัสตั้งแต่ระดับหมวดย่อยถึงหมู่ได้แต่ต้องไม่เป็นเลขรหัสที่ซ้ำกับเลขรหัสสากล
และหากเลขรหัสในระดับใดก็ตามไม่ปรากฏกลุ่มอาชีพ ในประเทศนั้นก็สามารถจะคงเลขรหัสไว้หรือข้ามเลขรหัสนั้นไปได้
โดยต้องไม่นำกลุ่มอาชีพถัดไปหรือกลุ่มอาชีพที่เพิ่มเติมเข้ามาใช้เลขรหัสดังกล่าว
ทั้งนี้เพื่อมิให้เกิด ความสับสนของเลขรหัสที่เป็นสากล
- การให้เลขรหัสของการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ
(ประเทศไทย) ฉบับนี้ตั้งแต่เลขรหัสระดับหมวดใหญ่ หมวดย่อย หมู่และหน่วยจะให้เลขรหัสเหมือนกับของ
การจัดประเภทมาตรฐานอาชีพสากล (ฉบับปี 2531) ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะและเพื่อให้ข้อมูลสามารถเปรียบเทียบกับนานาประเทศได้
- การให้เลขรหัสในหมู่อาชีพ
(group เลขรหัส 4 หลัก) ซึ่งลงท้ายด้วยเลข 9 หมายถึง อาชีพอื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถจัดประเภทไว้ในหมู่อาชีพใด
ๆ จะมารวมกันไว้ใน หมู่อาชีพนี้
- การให้เลขรหัสตัวอาชีพ
(occupations : เลขรหัสตัวที่ 5 และ 6) ซึ่งแสดงถึงตัวอาชีพที่อยู่ในหน่วยอาชีพใดหน่วยอาชีพหนึ่งนั้น
จะให้เลขรหัสเรียงไปตาม ลำดับ โดยปกติจะมีช่วงห่างระหว่าง 10 , 20
, 30 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวอาชีพที่มีอยู่ในหน่วยอาชีพเดียวกัน
ถ้าช่วงห่างระหว่างเลขรหัสอาชีพในหน่วยอาชีพสั้นแสดง ให้เห็นว่าอาชีพเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าอาชีพอื่น
ๆ ที่อยู่ในหน่วยอาชีพเดียวกัน เช่น อาจเป็น 10 , 15 หรือ 10 , 12
, 14 , 16 , 18 เป็นต้น
- เลขรหัสสองตัวสุดท้ายของตัวอาชีพ
เลขรหัสหลักที่ 5 ที่ลงท้ายด้วย 10 แสดงให้เห็นว่า อาชีพนั้นเป็นอาชีพที่มีลักษณะงานแบบทั่ว
ๆ ไปหรือลักษณะงานของ อาชีพนั้นครอบคลุมไปหมดทุกอาชีพที่อยู่ในหน่วยเดียวกันไม่ได้ทำงานหรือมีความชำนาญงานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ
- เลขรหัสสองตัวสุดท้ายของตัวอาชีพ
เลขรหัสหลักที่ 5 ที่ลงท้ายด้วย 90 หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติงานเบ็ดเตล็ด
ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาชีพอื่น ๆ ในหน่วยอาชีพ เดียวกัน แต่เป็นงานซึ่งไม่มีความสำคัญเพียงพอที่จะจัดประเภทออกเป็นตัวอาชีพเลขรหัสหลักที่
5 ได้
หลักการให้ชื่ออาชีพ
สำหรับชื่อของกลุ่มอาชีพ
ตั้งแต่ระดับหมวดใหญ่ถึงหน่วยอาชีพนั้นจะใช้ตามอย่างมาตรฐานสากล คือ
หมวดใหญ่
ให้ชื่อที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะงาน ซึ่งบุคคลนั้นทำอยู่ เช่น งานจัดการ
งานที่ต้องใช้วิชาชีพ งานบริการ งานเสมียน พนักงานหรืองานทาง ด้านการเกษตรหรืออุตสาหกรรม
ฯลฯ
หมวดย่อย
ให้ชื่อกลุ่มอาชีพที่จำแนกย่อยจากหมวดใหญ่โดยจะแสดงถึงลักษณะงานที่จำแนกออกเป็นส่วน
ๆ ชัดเจนขึ้น
หมู่
จะเป็นชื่อกลุ่มอาชีพที่จำแนกย่อยจากหมวดย่อยและแสดงถึงลักษณะงานที่ขีดวงจำกัดขึ้น
อาจใช้ชื่ออย่างเดียวกับหน่วยอาชีพซึ่งอยู่ในหมู่นั้นโดยรวม ชื่อหน่วยอาชีพทุกหน่วยหรือเพียงบางหน่วย
หน่วย
เป็นกลุ่มอาชีพที่จำแนกย่อยจากหมู่และชื่อจะแสดงถึงกลุ่มตัวอาชีพที่อยู่ในหน่วยอาชีพนั้น
ๆ
ตัวอาชีพ
เป็นหน่วยที่เล็กที่สุด จำแนกย่อยจากหน่วยอาชีพ การให้ชื่อตัวอาชีพและกลุ่มอาชีพนี้ได้ใช้ชื่อซึ่งเป็นชื่อสากลหรือใช้เรียกอย่างเป็นทางการ
และ เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่อย่างไรก็ตามได้พยายามรวบรวมและใส่ชื่อที่ใช้เรียกกันในท้องถิ่นหรือในตลาดแรงงานกำกับไว้ด้วย
เพื่อสะดวกแก่ผู้ใช้ประโยชน์
หลักการเขียนนิยามอาชีพ
นิยามอาชีพของกลุ่มอาชีพในระดับ
หมวดใหญ่ หมวดย่อย หมู่และหน่วยนั้น ส่วนใหญ่เป็นนิยามอาชีพที่ทำการคัดลอกจากนิยามอาชีพสากล
โดยผ่านการ พิจารณาและปรับให้เข้ากับสภาพข้อเท็จจริงของประเทศ ซึ่งนิยามแต่ละกลุ่มจะแสดงถึงความหมายของหน้าที่และลักษณะงานของกลุ่มอาชีพนั้น
นิยามอาชีพในเอกสารฉบับนี้
ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่ได้สละทั้งเวลา
ความรู้และความสามารถในการช่วยแก้ไขร่าง พร้อมให้ข้อเสนอแนะจนได้นิยามอาชีพแต่ละอาชีพโดยมีรูปแบบการเขียนนิยามอาชีพ
ดังนี้
นิยามของตัวอาชีพแต่ละตัวจะแสดงถึงลักษณะงานอาชีพที่ต้องปฏิบัติ
โดยแยก เนื้อหาออกดังนี้ ในประโยคแรกจะเป็นการอธิบายถึงลักษณะหน้าที่งานหลัก
ของตัวอาชีพซึ่งจะจบด้วยเครื่องหมาย : ประโยคหลังเครื่องหมาย : จะเป็นการบรรยายลักษณะงานหรือการปฏิบัติ
ซึ่งในบางหน่วยอาชีพจะบรรยายตามลำดับขั้น ตอนงานและแยกประโยคด้วยเครื่องหมาย
"," บางอาชีพมีการบรรยายถึงลักษณะงานส่วนย่อยซึ่งบางคนอาจทำงานส่วนนี้อยู่ด้วยหรือไม่ขึ้นกับขนาดของสถาน
ประกอบการหรือองค์กร และจะขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า "อาจ"
ข้อสังเกต
เนื่องจากความแตกต่างทางด้านการศึกษาของผู้ที่ประกอบอาชีพในแต่ละประเทศ
เช่น บางอาชีพในสาขาการบริการต่าง ๆ เกี่ยวกับการสอน สุขอนามัยและ
สังคม บางประเทศจำเป็นต้องมีการศึกษาในระดับปริญญา เพื่อปฏิบัติงานในอาชีพต่าง
ๆ เหล่านี้ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ อาจต้องการเพียงผู้จบการศึกษาระดับ
ประกาศนียบัตรเท่านั้น ฉะนั้น ในการจัดประเภทมาตรฐานอาชีพสากลจึงได้มีการสร้างกลุ่มอาชีพขึ้น
2 กลุ่ม ที่ขนานกัน คือ กลุ่มอาชีพในหมวดใหญ่ 2 และ หมวดใหญ่ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มช่างเทคนิคและวิชาชีพสาขาต่าง
ๆ เพื่อให้แต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกันในฐานการศึกษาสามารถจัดจำแนกประเภทอาชีพดังกล่าว
ได้ตามความเหมาะสม
สำหรับหมวดใหญ่
7 และ 8 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการผลิตนั้นมีความใกล้เคียงในลักษณะงานแต่แตกต่างกันในด้านฝีมือและความสามารถที่
ต้องการ กล่าวคือ ผู้ที่ปฏิบัติงานอาชีพในหมวดใหญ่ 7 จะเน้นหนักไปทางด้านการใช้ฝีมือและความสามารถในการปฏิบัติงาน
อาจมี เครื่องมือ อุปกรณ์หรือ เครื่องจักรประกอบการปฏิบัติงานบ้าง
ในขณะที่หมวดใหญ่ 8 จะเน้นหนักไปทางด้านการควบคุมและใช้เครื่องจักรในการปฏิบัติงานเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งอาจจำเป็น ต้องรู้วิธีการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ที่ทันสมัยและซับซ้อน
สำหรับอาชีพบางสาขาอาชีพที่ต้องใช้หลักการทางด้านเทคนิคหรือความรู้เฉพาะ
จะพิจารณากำหนดอาชีพไว้ในหน่วยอาชีพด้านเทคนิค (หมวดใหญ่ 3) แต่มีบางหน่วยอาชีพ
เช่น หน่วยที่ทำงานเกี่ยวกับการตรวจสอบด้านความปลอดภัย สุขอนามัย และคุณภาพ
ถ้าเป็นการ ตรวจสอบและทำงานด้านเทคนิคจะจัด ไว้ในหน่วยอาชีพ 3152 แต่ถ้าเป็นการตรวจสอบคุณภาพในสายงาน
(Quality Control , QC) จะจัดประเภทไว้กับผู้ปฏิบัติงานในด้านการผลิตนั้น
ๆ เช่นเดียว กับการควบคุมดูแลหรือการเป็นหัวหน้างาน หัวหน้าซึ่งต้องปฏิบัติงานในสายงานด้วยจะจัดไว้ในสายงานเทคนิคหรือสายงานปฏิบัติตามประเภทงาน
แต่ถ้างาน หลักประกอบด้วยงานด้านวางแผนจัดการ จะจัดไว้ในกลุ่มอาชีพด้านการบริหาร
จัดการ คือ หมวดย่อยที่ 12 และ 13
สำหรับที่ปรึกษา
ผู้เชี่ยวชาญ เป็นการกำหนดตำแหน่งในการพิจารณาอาชีพให้พิจารณาว่าให้คำปรึกษาด้านใดหรือมีความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพใดให้
จัดแยกไว้ในกลุ่มอาชีพนั้น ๆ สำหรับผู้ที่ฝึกงานได้กำหนดไว้เป็นกลุ่ม
T แต่ถ้าหากจะนับรวมเป็นอาชีพให้พิจารณาว่าฝึกงานในสาขาอาชีพใดให้จัดจำแนก
ไว้ตามงานอาชีพที่ทำการฝึกนั้น